ความทรงจำของความรักที่เคยเข้มข้นจนแทบมอดไหม้ จากความหวานชื่น สู่รอยร้าว และการลาจากที่เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน ทุกเฉดสีของความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นแค่สีแดงสดใสอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสีแดงเลือดหมูที่ทั้งหม่นหมอง ลึกซึ้ง และยังตามหลอกหลอนอยู่ในใจไม่เคยจาง
Eng - Thai
When the morning came
พอถึงตอนเช้า
We were cleaning incense off your vinyl shelf
เราก็ช่วยกันเช็ดคราบขี้เถ้ากำยานบนชั้นวางแผ่นเสียงของเธอ
‘Cause we lost track of time again
เพราะมัวแต่เพลินจนลืมดูเวลาไปหมด
Laughing with my feet in your lap
นั่งหัวเราะแล้วเอาเท้าพาดตักเธอไว้
Like you were my closest friend
ราวกับเธอคือคนที่สนิทที่สุดในชีวิต
“How’d we end up on the floor, anyway?” you say
เธอยังถามเลยว่าลงมานอนกองกับพื้นกันได้ยังไง
“Your roommate’s cheap-ass screw-top rosé, that’s how”
ก็เพราะไวน์โรเซ่ราคาถูกของรูมเมทเธอนั่นแหละ ตัวดีเลย
I see you every day now
หลังจากนั้นฉันก็เจอหน้าเธอแทบทุกวัน
And I chose you
และฉันก็เลือกเธอ
The one I was dancing with
คนที่ฉันเคยเต้นรำด้วย
In New York, no shoes
แบบไม่ใส่รองเท้า กลางนิวยอร์ก
Looked up at the sky and it was
พอเงยหน้ามองท้องฟ้า มันกลับกลายเป็นสีแดงเข้ม
The burgundy on my t-shirt
เฉดเดียวกับรอยไวน์เบอร์กันดีบนเสื้อยืดฉัน
When you splashed your wine into me
ตอนที่เธอทำหกใส่แบบไม่ตั้งใจ
And how the blood rushed into my cheeks
เหมือนเลือดที่สูบฉีดจนแก้มเห่อร้อน
So scarlet, it was
แดงก่ำจัดจ้านจนกลายเป็น
The mark they saw on my collarbone
รอยคิสมาร์กที่ใคร ๆ ก็เห็นตรงไหปลาร้า
The rust that grew between telephones
สนิมเขรอะที่เริ่มเกาะกินบทสนทนาข้ามสาย
The lips I used to call home
ริมฝีปากที่ฉันเคยรู้สึกว่าปลอดภัยเหมือนบ้าน
So scarlet, it was maroon
จากสีแดงสดใส กลับกลายเป็นสีแดงหม่นของรอยช้ำ
When the silence came
พอความเงียบงันเข้ามาแทนที่
We were shaking, blind and hazy
เราสองคนต่างตัวสั่น มืดแปดด้านจนมองอะไรไม่เห็น
How the hell did we lose sight of us again?
ไม่รู้เลยว่าเราทำความรู้สึกดี ๆ หล่นหายไปตอนไหน
Sobbing with your head in your hands
เธอนั่งกุมขมับสะอึกสะอื้น
Ain’t that the way shit always ends?
เรื่องแย่ ๆ มันก็มักจะจบลงอีหรอบนี้ตลอด
You were standing hollow-eyed in the hallway
เธอออกไปยืนตรงโถงทางเดินด้วยแววตาว่างเปล่า
Carnations you had thought were roses, that’s us
เหมือนดอกคาร์เนชันที่เธอคิดว่าเป็นกุหลาบ ความรักเราก็แค่นั้น
I feel you, no matter what
แต่ไม่ว่าจะยังไง ฉันยังสัมผัสถึงเธอได้เสมอ
The rubies that I gave up
ราวกับทับทิมล้ำค่าที่ฉันจำใจต้องปล่อยมือ
And I lost you
แล้วฉันก็เสียเธอไป
The one I was dancing with
คนที่เคยเต้นรำเคียงข้าง
In New York, no shoes
เท้าเปล่ากลางมหานครนิวยอร์ก
Looked up at the sky and it was (Maroon)
พอมองฟ้าก็เห็นแต่สีแดงคล้ำ
The burgundy on my t-shirt
เหมือนคราบไวน์เบอร์กันดีบนเสื้อยืดฉัน
When you splashed your wine into me
ตอนที่เธอทำไวน์กระเด็นใส่
And how the blood rushed into my cheeks
เหมือนเลือดที่แล่นพล่านจนแก้มแดงแจ๋
So scarlet, it was (Maroon)
แดงฉานจนกลายเป็นสีเลือดหมู
The mark they saw on my collarbone
รอยแดงตรงไหปลาร้าที่ใคร ๆ ก็ทัก
The rust that grew between telephones
ความห่างเหินเย็นชาที่เกาะกินสายโทรศัพท์
The lips I used to call home
เรียวปากที่เคยเป็นที่พักพิงหัวใจ
So scarlet, it was maroon
แดงก่ำจนกลายเป็นสีเลือดนกที่แสนเจ็บปวด
And I wake with your memory over me
ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ความทรงจำเรื่องเธอยังครอบงำฉันไว้
That’s a real fucking legacy, legacy (It was maroon)
นี่แหละคือมรดกเวร ๆ ที่เธอทิ้งไว้ให้กัน
And I wake with your memory over me
ลืมตาตื่นทีไรก็ยังสลัดภาพเธอไม่พ้นสักที
That’s a real fucking legacy to leave
เป็นตราบาปโคตรแสบที่เธอฝากเอาไว้ก่อนไป
The burgundy on my t-shirt
รอยเปื้อนสีเบอร์กันดีบนเสื้อฉัน
When you splashed your wine into me
ตอนที่เธอทำไวน์หกใส่
And how the blood rushed into my cheeks
ความเขินอายที่ทำแก้มฉันร้อนผ่าว
So scarlet, it was maroon
แดงสดจนกลายเป็นแดงเลือดหมูอันมืดหม่น
The mark they saw on my collarbone
รอยจูบเด่นชัดตรงกระดูกไหปลาร้า
The rust that grew between telephones
ช่องว่างและความเหินห่างระหว่างเราสองคน
The lips I used to call home
ริมฝีปากที่ฉันเคยคุ้นเคยที่สุด
So scarlet, it was maroon
จากสีแดงเร่าร้อน สู่สีแดงคล้ำแห่งการสูญเสีย
It was maroon
มันคือสีแดงหม่นที่ไม่มีวันลบเลือน
It was maroon
สีเลือดหมูที่ยังติดอยู่ในใจ
Eng
When the morning came
We were cleaning incense off your vinyl shelf
‘Cause we lost track of time again
Laughing with my feet in your lap
Like you were my closest friend
“How’d we end up on the floor, anyway?” you say
“Your roommate’s cheap-ass screw-top rosé, that’s how”
I see you every day now
And I chose you
The one I was dancing with
In New York, no shoes
Looked up at the sky and it was
The burgundy on my t-shirt
When you splashed your wine into me
And how the blood rushed into my cheeks
So scarlet, it was
The mark they saw on my collarbone
The rust that grew between telephones
The lips I used to call home
So scarlet, it was maroon
When the silence came
We were shaking, blind and hazy
How the hell did we lose sight of us again?
Sobbing with your head in your hands
Ain’t that the way shit always ends?
You were standing hollow-eyed in the hallway
Carnations you had thought were roses, that’s us
I feel you, no matter what
The rubies that I gave up
And I lost you
The one I was dancing with
In New York, no shoes
Looked up at the sky and it was (Maroon)
The burgundy on my t-shirt
When you splashed your wine into me
And how the blood rushed into my cheeks
So scarlet, it was (Maroon)
The mark they saw on my collarbone
The rust that grew between telephones
The lips I used to call home
So scarlet, it was maroon
And I wake with your memory over me
That’s a real fucking legacy, legacy (It was maroon)
And I wake with your memory over me
That’s a real fucking legacy to leave
The burgundy on my t-shirt
When you splashed your wine into me
And how the blood rushed into my cheeks
So scarlet, it was maroon
The mark they saw on my collarbone
The rust that grew between telephones
The lips I used to call home
So scarlet, it was maroon
It was maroon
It was maroon
Thai
พอถึงตอนเช้า
เราก็ช่วยกันเช็ดคราบขี้เถ้ากำยานบนชั้นวางแผ่นเสียงของเธอ
เพราะมัวแต่เพลินจนลืมดูเวลาไปหมด
นั่งหัวเราะแล้วเอาเท้าพาดตักเธอไว้
ราวกับเธอคือคนที่สนิทที่สุดในชีวิต
เธอยังถามเลยว่าลงมานอนกองกับพื้นกันได้ยังไง
ก็เพราะไวน์โรเซ่ราคาถูกของรูมเมทเธอนั่นแหละ ตัวดีเลย
หลังจากนั้นฉันก็เจอหน้าเธอแทบทุกวัน
และฉันก็เลือกเธอ
คนที่ฉันเคยเต้นรำด้วย
แบบไม่ใส่รองเท้า กลางนิวยอร์ก
พอเงยหน้ามองท้องฟ้า มันกลับกลายเป็นสีแดงเข้ม
เฉดเดียวกับรอยไวน์เบอร์กันดีบนเสื้อยืดฉัน
ตอนที่เธอทำหกใส่แบบไม่ตั้งใจ
เหมือนเลือดที่สูบฉีดจนแก้มเห่อร้อน
แดงก่ำจัดจ้านจนกลายเป็น
รอยคิสมาร์กที่ใคร ๆ ก็เห็นตรงไหปลาร้า
สนิมเขรอะที่เริ่มเกาะกินบทสนทนาข้ามสาย
ริมฝีปากที่ฉันเคยรู้สึกว่าปลอดภัยเหมือนบ้าน
จากสีแดงสดใส กลับกลายเป็นสีแดงหม่นของรอยช้ำ
พอความเงียบงันเข้ามาแทนที่
เราสองคนต่างตัวสั่น มืดแปดด้านจนมองอะไรไม่เห็น
ไม่รู้เลยว่าเราทำความรู้สึกดี ๆ หล่นหายไปตอนไหน
เธอนั่งกุมขมับสะอึกสะอื้น
เรื่องแย่ ๆ มันก็มักจะจบลงอีหรอบนี้ตลอด
เธอออกไปยืนตรงโถงทางเดินด้วยแววตาว่างเปล่า
เหมือนดอกคาร์เนชันที่เธอคิดว่าเป็นกุหลาบ ความรักเราก็แค่นั้น
แต่ไม่ว่าจะยังไง ฉันยังสัมผัสถึงเธอได้เสมอ
ราวกับทับทิมล้ำค่าที่ฉันจำใจต้องปล่อยมือ
แล้วฉันก็เสียเธอไป
คนที่เคยเต้นรำเคียงข้าง
เท้าเปล่ากลางมหานครนิวยอร์ก
พอมองฟ้าก็เห็นแต่สีแดงคล้ำ
เหมือนคราบไวน์เบอร์กันดีบนเสื้อยืดฉัน
ตอนที่เธอทำไวน์กระเด็นใส่
เหมือนเลือดที่แล่นพล่านจนแก้มแดงแจ๋
แดงฉานจนกลายเป็นสีเลือดหมู
รอยแดงตรงไหปลาร้าที่ใคร ๆ ก็ทัก
ความห่างเหินเย็นชาที่เกาะกินสายโทรศัพท์
เรียวปากที่เคยเป็นที่พักพิงหัวใจ
แดงก่ำจนกลายเป็นสีเลือดนกที่แสนเจ็บปวด
ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ความทรงจำเรื่องเธอยังครอบงำฉันไว้
นี่แหละคือมรดกเวร ๆ ที่เธอทิ้งไว้ให้กัน
ลืมตาตื่นทีไรก็ยังสลัดภาพเธอไม่พ้นสักที
เป็นตราบาปโคตรแสบที่เธอฝากเอาไว้ก่อนไป
รอยเปื้อนสีเบอร์กันดีบนเสื้อฉัน
ตอนที่เธอทำไวน์หกใส่
ความเขินอายที่ทำแก้มฉันร้อนผ่าว
แดงสดจนกลายเป็นแดงเลือดหมูอันมืดหม่น
รอยจูบเด่นชัดตรงกระดูกไหปลาร้า
ช่องว่างและความเหินห่างระหว่างเราสองคน
ริมฝีปากที่ฉันเคยคุ้นเคยที่สุด
จากสีแดงเร่าร้อน สู่สีแดงคล้ำแห่งการสูญเสีย
มันคือสีแดงหม่นที่ไม่มีวันลบเลือน
สีเลือดหมูที่ยังติดอยู่ในใจ










Comments are off this post