LYRIC

ความเกลียดกลัวในสิ่งที่แปลกแยกและการตัดสินคนอื่นด้วยความอคติ มักนำไปสู่จุดจบอันน่าเวทนาเสมอ นิทานโศกนาฏกรรมสุดหลอนปนแฟนตาซีเรื่องนี้เล่าถึงเด็กหนุ่มจิตใจบริสุทธิ์จากยอดเขาไกลโพ้น ที่ถูกชาวบ้านหวาดระแวงและจับแขวนคอเพียงเพราะแววตาที่แตกต่าง จนขุนเขาผู้พิทักษ์ต้องลุกขึ้นมาพิพากษาพวกมนุษย์ใจแคบอย่างสาสม

Eng - Thai


Solemn faced, the village settles down
ทั้งหมู่บ้านค่อย ๆ เงียบสงบลงด้วยบรรยากาศที่แสนเย็นชา
Undetected by the stars
ถูกกลืนหายไปในความมืดมิดไร้แสงดวงดาว
And the hangman plays the mandolin before he goes to sleep
เพชฌฆาตนั่งดีดแมนโดลินเพลินอารมณ์ก่อนจะเข้านอน
And the last thing on his mind
โดยสิ่งสุดท้ายที่ค้างคาอยู่ในหัว
Is the Wild-Eyed Boy, imprisoned
คือเด็กหนุ่มแววตาพิลึกคนนั้นที่ถูกขังคุก
‘Neath the covered wooden shaft
อยู่ใต้ตะแลงแกงไม้ที่ปิดทึบ
Folds the rope into its bag
เขาเก็บพับเชือกบ่วงบาศใส่ถุง
Blows his pipe of smolders, blankets smoke into the room
แล้วพ่นควันยาสูบจนฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้อง
And the day will end for some
วันเวลาของบางชีวิตกำลังจะดับสิ้น
As the night begins for one
ในขณะที่รัตติกาลของอีกคนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

Staring, through the message in his eyes, lies a solitary son
เด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยวส่งสายตาแน่วแน่นิ่งสนิท
From the mountain called Freecloud
เขาเดินทางมาจากหุบเขาสูงนามว่าฟรีคลาวด์
Where the eagle dare not fly
ที่ที่สูงเสียดฟ้าจนแม้แต่อินทรียังไม่กล้าบินผ่าน
And the patience in his sigh gives no indication
ทว่าความเยือกเย็นในลมหายใจถอนยาว กลับไม่ได้บอกใบ้อะไร
For the townsmen to decide
ให้พวกชาวบ้านตัดสินตัวตนของเขาได้เลย
So the village dreadful yawns
ผู้คนในหมู่บ้านได้แต่หาวหวอดด้วยความหวาดระแวง
Pronouncing gross diversion, as the label for the dog
แล้วพากันตราหน้าเขาว่าเป็นตัวประหลาด น่ารังเกียจราวกับหมาข้างถนน
“Oh! It’s the madness in his eyes.”
“ดูสิ ในตามันมีแต่ความบ้าคลั่ง”
As he breaks the night to cry:
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะแหวกความมืด ตะโกนก้องออกไป

“It’s really me!”
“นี่แหละคือตัวตนจริง ๆ ของฉัน”
“Really you and really me!”
“พวกเราต่างก็เป็นตัวเองได้เหมือนกันแท้ ๆ”
“It’s so hard for us to really be!”
“แต่ทำไมการยอมรับความจริงมันถึงยากเย็นนัก”
“Really you and really me!”
“ทั้งตัวพวกนายและตัวฉันเอง”
“You’ll lose me, though I’m always really free!”
“พวกนายอาจพรากชีวิตฉันไปได้ แต่ไม่มีวันกักขังจิตวิญญาณอันเป็นอิสระนี้หรอก”

And the mountain moved its eyes
แล้วขุนเขาใหญ่ก็เบือนสายตาลงมามอง
To the world of Realize
สู่โลกเบื้องล่างที่เพิ่งจะตระหนักรู้
Where the snow had saved a place
ที่ซึ่งผืนหิมะเคยโอบอุ้มเว้นที่พักพิงไว้
For the Wild-Eyed Boy from Freecloud
ให้แก่เด็กหนุ่มผู้มีสายตาเสรีจากฟรีคลาวด์
And the village dreadful cried
ชาวบ้านพากันกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดผวา
As the rope began to rise
เมื่อเชือกแขวนคอเริ่มถูกดึงรั้งขึ้น
For the smile stayed on the face
แต่รอยยิ้มกลับยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า
Of the Wild-Eyed Boy from Freecloud
ของเด็กหนุ่มผู้มาจากฟรีคลาวด์คนนั้น

And the women once proud clutched the heart of the crowd
พวกผู้หญิงที่เคยเชิดหน้าหยิ่งผยอง ต่างพากันกอดกุมหัวใจไว้ท่ามกลางฝูงชน
As the boulders smashed down from the mountain’s hand
เมื่อหินผายักษ์ถล่มฟาดซัดลงมาดั่งฝ่ามือของขุนเขา
And the Magic in the stare of the Wild-Eyed Boy said
มนตร์วิเศษในแววตาของเด็กหนุ่มจึงรีบส่งเสียงเตือน
“Stop, Freecloud
“หยุดก่อน ฟรีคลาวด์
They won’t think to cut me down!”
คนพวกนี้ไม่คิดจะยอมปล่อยฉันลงมาหรอก อย่าทำร้ายพวกเขาเลย”
Oh!
แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว

But the cottages fell, like a playing card hell
บ้านเรือนพังทลายลงมาไม่ต่างจากบ้านไพ่ที่ล้มครืน
And the tears on the face of the Wise Boy
หยาดน้ำตาบนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้รู้แจ้ง
Came trembling down to the rumbling ground
ร่วงหล่นลงสู่ผืนดินที่สั่นสะเทือนไหว
And the missionary mystic of peace-love
ผู้ส่งสารแห่งความรักและสันติอันลี้ลับ
Stumbled back to cry among the clouds
จึงซวนเซกลับไปร่ำไห้อยู่ท่ามกลางมวลเมฆ
Kicking back the pebbles
เตะเศษหินกรวดไปตามรายทาง
From the Freecloud mountain track
บนเส้นทางมุ่งสู่อ้อมกอดของขุนเขาฟรีคลาวด์ตามลำพัง

Eng


Solemn faced, the village settles down
Undetected by the stars
And the hangman plays the mandolin before he goes to sleep
And the last thing on his mind
Is the Wild-Eyed Boy, imprisoned
‘Neath the covered wooden shaft
Folds the rope into its bag
Blows his pipe of smolders, blankets smoke into the room
And the day will end for some
As the night begins for one

Staring, through the message in his eyes, lies a solitary son
From the mountain called Freecloud
Where the eagle dare not fly
And the patience in his sigh gives no indication
For the townsmen to decide
So the village dreadful yawns
Pronouncing gross diversion, as the label for the dog
“Oh! It’s the madness in his eyes.”
As he breaks the night to cry:

“It’s really me!”
“Really you and really me!”
“It’s so hard for us to really be!”
“Really you and really me!”
“You’ll lose me, though I’m always really free!”

And the mountain moved its eyes
To the world of Realize
Where the snow had saved a place
For the Wild-Eyed Boy from Freecloud
And the village dreadful cried
As the rope began to rise
For the smile stayed on the face
Of the Wild-Eyed Boy from Freecloud

And the women once proud clutched the heart of the crowd
As the boulders smashed down from the mountain’s hand
And the Magic in the stare of the Wild-Eyed Boy said
“Stop, Freecloud
They won’t think to cut me down!”
Oh!

But the cottages fell, like a playing card hell
And the tears on the face of the Wise Boy
Came trembling down to the rumbling ground
And the missionary mystic of peace-love
Stumbled back to cry among the clouds
Kicking back the pebbles
From the Freecloud mountain track

Thai


ทั้งหมู่บ้านค่อย ๆ เงียบสงบลงด้วยบรรยากาศที่แสนเย็นชา
ถูกกลืนหายไปในความมืดมิดไร้แสงดวงดาว
เพชฌฆาตนั่งดีดแมนโดลินเพลินอารมณ์ก่อนจะเข้านอน
โดยสิ่งสุดท้ายที่ค้างคาอยู่ในหัว
คือเด็กหนุ่มแววตาพิลึกคนนั้นที่ถูกขังคุก
อยู่ใต้ตะแลงแกงไม้ที่ปิดทึบ
เขาเก็บพับเชือกบ่วงบาศใส่ถุง
แล้วพ่นควันยาสูบจนฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้อง
วันเวลาของบางชีวิตกำลังจะดับสิ้น
ในขณะที่รัตติกาลของอีกคนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

เด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยวส่งสายตาแน่วแน่นิ่งสนิท
เขาเดินทางมาจากหุบเขาสูงนามว่าฟรีคลาวด์
ที่ที่สูงเสียดฟ้าจนแม้แต่อินทรียังไม่กล้าบินผ่าน
ทว่าความเยือกเย็นในลมหายใจถอนยาว กลับไม่ได้บอกใบ้อะไร
ให้พวกชาวบ้านตัดสินตัวตนของเขาได้เลย
ผู้คนในหมู่บ้านได้แต่หาวหวอดด้วยความหวาดระแวง
แล้วพากันตราหน้าเขาว่าเป็นตัวประหลาด น่ารังเกียจราวกับหมาข้างถนน
“ดูสิ ในตามันมีแต่ความบ้าคลั่ง”
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะแหวกความมืด ตะโกนก้องออกไป

“นี่แหละคือตัวตนจริง ๆ ของฉัน”
“พวกเราต่างก็เป็นตัวเองได้เหมือนกันแท้ ๆ”
“แต่ทำไมการยอมรับความจริงมันถึงยากเย็นนัก”
“ทั้งตัวพวกนายและตัวฉันเอง”
“พวกนายอาจพรากชีวิตฉันไปได้ แต่ไม่มีวันกักขังจิตวิญญาณอันเป็นอิสระนี้หรอก”

แล้วขุนเขาใหญ่ก็เบือนสายตาลงมามอง
สู่โลกเบื้องล่างที่เพิ่งจะตระหนักรู้
ที่ซึ่งผืนหิมะเคยโอบอุ้มเว้นที่พักพิงไว้
ให้แก่เด็กหนุ่มผู้มีสายตาเสรีจากฟรีคลาวด์
ชาวบ้านพากันกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดผวา
เมื่อเชือกแขวนคอเริ่มถูกดึงรั้งขึ้น
แต่รอยยิ้มกลับยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า
ของเด็กหนุ่มผู้มาจากฟรีคลาวด์คนนั้น

พวกผู้หญิงที่เคยเชิดหน้าหยิ่งผยอง ต่างพากันกอดกุมหัวใจไว้ท่ามกลางฝูงชน
เมื่อหินผายักษ์ถล่มฟาดซัดลงมาดั่งฝ่ามือของขุนเขา
มนตร์วิเศษในแววตาของเด็กหนุ่มจึงรีบส่งเสียงเตือน
“หยุดก่อน ฟรีคลาวด์
คนพวกนี้ไม่คิดจะยอมปล่อยฉันลงมาหรอก อย่าทำร้ายพวกเขาเลย”
แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว

บ้านเรือนพังทลายลงมาไม่ต่างจากบ้านไพ่ที่ล้มครืน
หยาดน้ำตาบนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้รู้แจ้ง
ร่วงหล่นลงสู่ผืนดินที่สั่นสะเทือนไหว
ผู้ส่งสารแห่งความรักและสันติอันลี้ลับ
จึงซวนเซกลับไปร่ำไห้อยู่ท่ามกลางมวลเมฆ
เตะเศษหินกรวดไปตามรายทาง
บนเส้นทางมุ่งสู่อ้อมกอดของขุนเขาฟรีคลาวด์ตามลำพัง


ให้คะแนนสำหรับคำแปลเพลงนี้

คะแนนเฉลี่ย 5 คะแนน, จำนวนคนโหวต 5 คน

กดโหวตคนแรกเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปล

เขียนติชม ข้อเสนอแนะของท่านเพื่อให้เราทำการแก้ไข และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

Comments are off this post