ช่วงเวลาที่ดิ่งที่สุดในชีวิตตอนอายุ 27 ที่ความรักพังยับเยินจนแทบไม่อยากหายใจต่อ วินาทีที่นอนจมกองน้ำตาอยู่บนพื้นห้องน้ำแล้วรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและแตกสลาย แต่สุดท้ายก็ดึงสติตัวเองกลับมาได้ ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนทีละก้าว และเลือกที่จะไม่ยอมให้ความรักแย่ ๆ มาพรากชีวิตไปเด็ดขาด
Eng - Thai
Was 27, surviving my return of Saturn
ตอนอายุยี่สิบเจ็ด ต้องประคองชีวิตผ่านมรสุมวัยเบญจเพส
A long vacation didn’t sound so bad
ความคิดที่จะหลับยาว ๆ แล้วหายไปเลยเริ่มฟังดูเข้าท่า
Was full of secrets, locked up tight like Iron Mountain
แบกความลับไว้เต็มอก เก็บซ่อนไว้มิดชิดไม่ยอมบอกใคร
Running on empty, so out of gas
ข้างในมันว่างเปล่าจนแทบไม่เหลือแรงก้าวต่อ
Thought I wasn’t enough
เคยคิดว่าตัวเองดีไม่พอ
Found I wasn’t so tough
ถึงได้รู้ว่าจริง ๆ ฉันไม่ได้เข้มแข็งอะไรขนาดนั้น
Lying on the bathroom floor
ในตอนที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นห้องน้ำ
We were living on a fault line
ความสัมพันธ์ของเราเหมือนยืนอยู่บนรอยเลื่อนที่พร้อมจะพังทลาย
And I felt the fault was all mine
แล้วฉันดันโทษตัวเองว่าทุกอย่างพังเพราะฉันคนเดียว
Couldn’t take it anymore
มันแบกรับต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ
By the grace of God (There was no other way)
เดชะบุญแท้ ๆ เพราะมันไม่มีทางอื่นให้รอดแล้ว
I picked myself back up (I knew I had to stay)
ฉันถึงพยุงตัวเองลุกขึ้นมาใหม่ เพราะรู้ว่าต้องอยู่ต่อ
I put one foot in front of the other, and I
ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าทีละก้าว แล้วก็
Looked in the mirror and decided to stay
สบตากับตัวเองในกระจกแล้วเลือกที่จะมีชีวิตอยู่
Wasn’t gonna let love take me out that way
ฉันไม่มีวันยอมให้ความรักเฮงซวยมาพรากชีวิตไปแบบนั้นหรอก
I thank my sister for keeping my head above the water
ต้องขอบคุณพี่สาวที่คอยประคองไม่ให้ฉันจมดิ่งลงไป
When the truth was like swallowing sand
ในวันที่ความจริงมันขมขื่นจนแทบกลืนไม่ลง
Now every morning, there is no more mourning
เช้าวันนี้ไม่ต้องตื่นมาร่ำไห้กับเรื่องเดิม ๆ อีกต่อไป
Oh, I can finally see myself again
ในที่สุดฉันก็มองเห็นตัวเองคนเดิมกลับมา
I know I am enough, possible to be loved
ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่าฉันมีค่าพอ และคู่ควรที่จะได้รับความรัก
It was not about me
เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกี่ยวกับความบกพร่องของฉันเลย
Now I have to rise above
จากนี้ฉันต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้
Let the universe call the bluff
ปล่อยให้ความจริงของโชคชะตากระชากหน้ากากคนหลอกลวงออกมา
Yeah, the truth will set you free
เพราะสุดท้ายความจริงจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ
By the grace of God (There was no other way)
เดชะบุญแท้ ๆ เพราะมันไม่มีหนทางอื่นเหลือแล้ว
I picked myself back up (I knew I had to stay)
ฉันเลยฉุดตัวเองลุกขึ้นมาใหม่ เพราะรู้ว่าต้องอยู่รอด
I put one foot in front of the other, and I
พยายามก้าวไปข้างหน้าทีละนิด แล้วก็
Looked in the mirror and decided to stay
มองกระจกแล้วตัดสินใจว่าจะอยู่สู้ต่อ
Wasn’t gonna let love take me out
ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ความรักมาทำลายชีวิตเด็ดขาด
Oh, that way, no
ไม่มีทางจบแบบนั้นแน่
That way, no
ไม่มีวันยอมตายแบบนั้น
Not in the name of love (In the name of love)
อย่าหวังว่าจะใช้คำว่ารักมาเป็นข้ออ้าง
That way, no
บอกเลยว่าไม่
That way, no
ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
I am not giving up
ฉันจะไม่ยอมแพ้
By the grace of God
สวรรค์ยังเมตตาคุ้มครอง
I picked myself back up
ฉันถึงดึงสติตัวเองกลับมาได้
I put one foot in front of the other
ค่อย ๆ พยุงตัวก้าวไปข้างหน้า
And I looked in the mirror (Looked in the mirror)
แล้วมองตรงเข้าไปในกระจก
Looked in the mirror (Looked in the mirror)
จ้องมองดูตัวเองในนั้น
By the grace of God (By the grace of God)
รอดมาได้เพราะปาฏิหาริย์แท้ ๆ
(There was no other way)
เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินแล้ว
I picked myself back up (Picked myself back up)
ฉันยันตัวเองลุกขึ้นมาอีกครั้ง
(I knew I had to stay)
เพราะรู้ว่าต้องรักษาลมหายใจนี้ไว้
I put one foot in front of the other and I (In front of the other)
ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าว
Looked in the mirror and decided to stay
มองเงาตัวเองในกระจกแล้วเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
Wasn’t gonna let love take me out that way
จะไม่ยอมให้ความรักมาปลิดชีพฉันไปง่าย ๆ แบบนั้นแน่นอน
Eng
Was 27, surviving my return of Saturn
A long vacation didn’t sound so bad
Was full of secrets, locked up tight like Iron Mountain
Running on empty, so out of gas
Thought I wasn’t enough
Found I wasn’t so tough
Lying on the bathroom floor
We were living on a fault line
And I felt the fault was all mine
Couldn’t take it anymore
By the grace of God (There was no other way)
I picked myself back up (I knew I had to stay)
I put one foot in front of the other, and I
Looked in the mirror and decided to stay
Wasn’t gonna let love take me out that way
I thank my sister for keeping my head above the water
When the truth was like swallowing sand
Now every morning, there is no more mourning
Oh, I can finally see myself again
I know I am enough, possible to be loved
It was not about me
Now I have to rise above
Let the universe call the bluff
Yeah, the truth will set you free
By the grace of God (There was no other way)
I picked myself back up (I knew I had to stay)
I put one foot in front of the other, and I
Looked in the mirror and decided to stay
Wasn’t gonna let love take me out
Oh, that way, no
That way, no
Not in the name of love (In the name of love)
That way, no
That way, no
I am not giving up
By the grace of God
I picked myself back up
I put one foot in front of the other
And I looked in the mirror (Looked in the mirror)
Looked in the mirror (Looked in the mirror)
By the grace of God (By the grace of God)
(There was no other way)
I picked myself back up (Picked myself back up)
(I knew I had to stay)
I put one foot in front of the other and I (In front of the other)
Looked in the mirror and decided to stay
Wasn’t gonna let love take me out that way
Thai
ตอนอายุยี่สิบเจ็ด ต้องประคองชีวิตผ่านมรสุมวัยเบญจเพส
ความคิดที่จะหลับยาว ๆ แล้วหายไปเลยเริ่มฟังดูเข้าท่า
แบกความลับไว้เต็มอก เก็บซ่อนไว้มิดชิดไม่ยอมบอกใคร
ข้างในมันว่างเปล่าจนแทบไม่เหลือแรงก้าวต่อ
เคยคิดว่าตัวเองดีไม่พอ
ถึงได้รู้ว่าจริง ๆ ฉันไม่ได้เข้มแข็งอะไรขนาดนั้น
ในตอนที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นห้องน้ำ
ความสัมพันธ์ของเราเหมือนยืนอยู่บนรอยเลื่อนที่พร้อมจะพังทลาย
แล้วฉันดันโทษตัวเองว่าทุกอย่างพังเพราะฉันคนเดียว
มันแบกรับต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ
เดชะบุญแท้ ๆ เพราะมันไม่มีทางอื่นให้รอดแล้ว
ฉันถึงพยุงตัวเองลุกขึ้นมาใหม่ เพราะรู้ว่าต้องอยู่ต่อ
ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าทีละก้าว แล้วก็
สบตากับตัวเองในกระจกแล้วเลือกที่จะมีชีวิตอยู่
ฉันไม่มีวันยอมให้ความรักเฮงซวยมาพรากชีวิตไปแบบนั้นหรอก
ต้องขอบคุณพี่สาวที่คอยประคองไม่ให้ฉันจมดิ่งลงไป
ในวันที่ความจริงมันขมขื่นจนแทบกลืนไม่ลง
เช้าวันนี้ไม่ต้องตื่นมาร่ำไห้กับเรื่องเดิม ๆ อีกต่อไป
ในที่สุดฉันก็มองเห็นตัวเองคนเดิมกลับมา
ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่าฉันมีค่าพอ และคู่ควรที่จะได้รับความรัก
เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกี่ยวกับความบกพร่องของฉันเลย
จากนี้ฉันต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้
ปล่อยให้ความจริงของโชคชะตากระชากหน้ากากคนหลอกลวงออกมา
เพราะสุดท้ายความจริงจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ
เดชะบุญแท้ ๆ เพราะมันไม่มีหนทางอื่นเหลือแล้ว
ฉันเลยฉุดตัวเองลุกขึ้นมาใหม่ เพราะรู้ว่าต้องอยู่รอด
พยายามก้าวไปข้างหน้าทีละนิด แล้วก็
มองกระจกแล้วตัดสินใจว่าจะอยู่สู้ต่อ
ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ความรักมาทำลายชีวิตเด็ดขาด
ไม่มีทางจบแบบนั้นแน่
ไม่มีวันยอมตายแบบนั้น
อย่าหวังว่าจะใช้คำว่ารักมาเป็นข้ออ้าง
บอกเลยว่าไม่
ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
ฉันจะไม่ยอมแพ้
สวรรค์ยังเมตตาคุ้มครอง
ฉันถึงดึงสติตัวเองกลับมาได้
ค่อย ๆ พยุงตัวก้าวไปข้างหน้า
แล้วมองตรงเข้าไปในกระจก
จ้องมองดูตัวเองในนั้น
รอดมาได้เพราะปาฏิหาริย์แท้ ๆ
เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินแล้ว
ฉันยันตัวเองลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะรู้ว่าต้องรักษาลมหายใจนี้ไว้
ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าว
มองเงาตัวเองในกระจกแล้วเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
จะไม่ยอมให้ความรักมาปลิดชีพฉันไปง่าย ๆ แบบนั้นแน่นอน










Comments are off this post