อัปเดตเมื่อ: วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569
ประกาศเริ่มโชว์ตอน 20.00 น. โดยไม่มีวงเปิด แต่ท้ายที่สุดแล้ว Celine Dion ก็ปรากฏตัวบนเวที Plenitude Arena ในเวลา 20.48 น. ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกชื่อของเธอดังสนั่นฮอลล์จากแฟน ๆ ที่มารวมตัวกัน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เมืองปารีสเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ต้อนรับการกลับมาของเธอ สถานีรถไฟใต้ดินบางแห่งเปลี่ยนชื่อเพื่อเธอชั่วคราว ร้านค้าและร้านซูชิต่าง ๆ ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น แสดงให้เห็นว่าปารีสโอบกอด Celine Dion ไว้ด้วยความรักทั้งในแง่ของความผูกพันและเชิงพาณิชย์
เมื่อโครงสร้างหินมหึมาตรงกลางเวทีเปิดออก แสงไฟส่องสว่างเผยให้เห็น Celine Dion ในชุดสีดำยืนอยู่ลำพัง เธอยืนนิ่งปล่อยให้เสียงปรบมือและพลังแห่งความรักจากผู้ชมโอบล้อมตัวเธอไว้ จนกระทั่งน้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นออกมา
เธอเริ่มร้องเพลง On ne change pas ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากความรู้สึกที่อัดแน่น เพลงนี้ประพันธ์โดย Jean-Jacques Goldman จากอัลบั้ม D’eux ที่ปล่อยในปี 1995 และกลายเป็นอัลบั้มภาษาฝรั่งเศสที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ความอินจัดทำให้เธอต้องหยุดร้องกลางคันแล้วปล่อยให้แฟน ๆ ช่วยกันร้องต่อ เธอยอมรับว่าเธอตั้งใจจะไม่ร้องไห้ แต่เหล่าน้ำตาเหล่านี้คือความสุขล้วน ๆ
Celine Dion กล่าวความในใจบนเวทีว่า เธอมายืนอยู่ ณ เมืองที่เธอรักแห่งนี้ตามสัญญาที่ให้ไว้ และพวกเขาก็ทำมันสำเร็จแล้ว
นี่คือคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2020 เมื่อทัวร์ Courage World Tour ต้องหยุดชะงักลงเพราะโรคระบาด ส่วนแฟน ๆ ชาวฝรั่งเศสต้องรอนานยิ่งกว่านั้นนับตั้งแต่ทัวร์ปี 2017 การกลับมาครั้งนี้ภายใต้ภาวะโรค Stiff-Person Syndrome ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอยอมรับว่าเส้นทางนี้ขรุขระกว่าที่คาด แต่เธอยังคงยึดมั่นในความหวังและแสงสว่าง
ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Willo Perron แบ่งการแสดงออกเป็น 4 องก์ โดยใช้ฉากหินมหึมาและสถาปัตยกรรมแบบบรูทาลิสต์สะท้อนเรื่องราว พร้อมด้วยหนังสั้นโดยผู้กำกับ Thibaut Grevet ที่ฉายภาพเธอก้าวเดินผ่านทะเลทรายและเต้นรำร่วมกับแดนเซอร์ สื่อถึงการทวงคืนร่างกายและความเป็นอิสระทางกายภาพ
โชว์นี้ผสมผสานระหว่างโอเปร่าร่วมสมัย วัฒนธรรมแฟชั่นชั้นสูงของปารีส และสไตล์การโชว์ระดับอารีน่า คูเจอร์สีดำ เทา เพชร และเลื่อม ปรากฏเด่นชัดตลอดงาน และที่สำคัญที่สุดคือเสียงร้องของ Celine Dion ที่ยังมีเทคนิคอันยอดเยี่ยม แม้จะมีช่วงที่เสียงสั่นไหวและเธอถึงกับลืมเนื้อเพลงจนหัวเราะออกมา แต่นั่นคือความจริงใจและความงดงามของการแสดงสดที่เปิดเผย
ในช่วงท้าย เธอถ่ายทอดเพลงฮิตระดับโลกอย่าง The Power of Love, My Heart Will Go On และ All By Myself สลับกับเพลงภาษาฝรั่งเศสที่เป็นความทรงจำทางวัฒนธรรม เช่น Un garçon pas comme les autres (Ziggy) และบทเพลงโอเปร่าอย่าง Ebben? Ne andro lontana จากเรื่อง La Wally ปิดท้ายค่ำคืนด้วยความประทับใจที่สะท้อนพลังชีวิตของเธออย่างแท้จริง
ที่มา: Rolling Stone




No comments yet