หน้าแรก / ข่าวเพลงสากล / เจาะลึก Tinh Hà Say Hi จากแขกรับเชิญ Alan Walker สู่การร่วมทำเพลงกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก

เจาะลึก Tinh Hà Say Hi จากแขกรับเชิญ Alan Walker สู่การร่วมทำเพลงกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก

⏱️ 6 นาที
กขค

อัปเดตเมื่อ: วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อนที่ Alan Walker ปรากฏตัวในฐานะแขกรับเชิญรอบไฟนอลของรายการ Anh Trai Say Hi ล่าสุดรายการภาคต่ออย่าง Tinh Hà Say Hi ได้ยกระดับวงการไปอีกขั้น ด้วยการดึงตัว 5 โปรดิวเซอร์ระดับอินเตอร์มาร่วมงานในห้องอัดโดยตรง เพื่อผลักดันดนตรีสัญชาติเวียดนามให้ก้าวไกลสู่ระดับสากลในแบบฉบับของตัวเอง

ในเดือนธันวาคม 2024 การก้าวขึ้นสู่เวทีรอบไฟนอลของ Alan Walker ในรายการ Anh Trai Say Hi ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนกลายเป็นกระแสระดับชาติบนโลกโซเชียลของเวียดนาม ซึ่งนั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่ารายการแข่งขันในท้องถิ่นสามารถดึงดูดศิลปินระดับโลกมาร่วมงานได้ ทว่าในอีก 18 เดือนต่อมา รายการเวอร์ชันใหม่นี้กำลังท้าทายคำถามที่ยากยิ่งกว่าเดิม นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นหากศิลปินระดับสากลไม่ได้มาร่วมสนุกแค่ในรอบไฟนอล แต่เข้ามานั่งทำเพลงในสตูดิโอร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น

รายการ Tinh Hà Say Hi ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ถือเป็นโปรเจกต์ล่าสุดในโปรเจกต์ “Say Hi Universe” ของ DatVietVAC โดยรวบรวมดาราและศิลปินชื่อดังของเวียดนามจำนวน 24 คน ซึ่งแต่ละคนจะได้รับบทบาทเป็นดั่งดวงดาวที่เป็นแสงสว่างเฉพาะตัวมารวมกันในจักรวาลแห่งนี้ สำหรับการแข่งขันในซีซั่นนี้เน้นไปที่ความท้าทายในกระบวนการผลิตเพลงจริง ๆ มากกว่าแค่การแสดงโชว์บนเวที รายการนี้ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาสองทุ่มตรงทาง VieON ช่อง Vie Channel ของ HTV2 และ YouTube ซึ่งผู้ร่วมรายการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันถึงความโหดของรูปแบบรายการ โดยแร็ปเปอร์และนักร้องหนุ่ม CAPTAIN BOY เผยว่าต้องทำงานหนักติดต่อกันมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งความกดดันนี้ทำให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหามากกว่าจะแข่งกันเอง ขณะที่ WEAN อีกหนึ่งผู้ร่วมรายการก็เรียกซีซั่นนี้ว่าเป็น “การเดินทางที่เหนือขีดจำกัด” ซึ่งศิลปินทุกคนคาดหวังว่าจะได้ผลงานเพลงที่จับต้องได้กลับไป ไม่ใช่แค่เวลาออกอากาศในรายการเท่านั้น

ผลลัพธ์ที่ได้จากการแสดงสดรอบที่สี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แตกต่างจากตอนของ Alan Walker อย่างสิ้นเชิง เพราะในรอบนี้ทางทีมงานได้ดึงตัว 5 โปรดิวเซอร์ระดับโลกมาร่วมเขียนเนื้อร้องและทำเพลงไปพร้อมกับผู้เข้าแข่งขัน เริ่มจาก Danny Chung นักแต่งเพลงสัญชาติเกาหลี-อเมริกันจากค่าย THEBLACKLABEL ที่เคยฝากผลงานเขียนเพลงฮิตในวงการ K-Pop และทำเพลงประกอบแอนิเมชันของ Netflix เรื่อง KPop Demon Hunters จนคว้าอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 มาแล้ว ตามมาด้วย FrancisGotHeat โปรดิวเซอร์ชาวเวียดนาม-แคนาดา ดีกรีผู้เข้าชิงรางวัล Grammy ที่เคยร่วมงานกับศิลปินแถวหน้าอย่าง Drake, Big Sean และ ZAYN มาแล้ว

นอกจากนี้ยังมี Dylan Matthew โปรดิวเซอร์เพลงป๊อปและ EDM ชาวอเมริกันผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานระดับดับเบิลแพลตตินัมร่วมกับวง SLANDER และยังมี Softest Hard ดีเจและโปรดิวเซอร์สาวชาวเวียดนาม-อเมริกันที่โดดเด่นในการผสมผสานเพลงแนวเบสเข้ากับท่วงทำนองที่ไพเราะ ซึ่งเคยร่วมงานในระบบของวงการ K-Pop มาแล้ว ปิดท้ายด้วย SOFTSERVEBOY หรือที่รู้จักกันในชื่อจริงว่า Peter Chun โปรดิวเซอร์ระดับมัลติแพลตตินัม 6 สมัยจากสถาบัน Berklee ผู้เชี่ยวชาญในแนวเพลงป๊อปและ R&B

ที่น่าสนใจคือสองในห้าโปรดิวเซอร์อย่าง FrancisGotHeat และ Softest Hard เป็นผู้มีเชื้อสายเวียดนาม ซึ่งการมาเยือนของพวกเขาช่วยสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก โดย Softest Hard เผยว่าโปรเจกต์นี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ชื่อภาษาเวียดนามของตัวเองเป็นครั้งแรก และยังได้เห็นกลุ่มแฟนคลับชาวเวียดนามในต่างแดนคอยติดตามรายการนี้แบบเรียลไทม์ ซึ่งทีมผู้ผลิตเปิดเผยว่านี่คือหนึ่งในการร่วมงานระดับสากลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่รายการบันเทิงของเวียดนามเคยทำมา เพราะไม่ใช่แค่การยืมชื่อเสียงของศิลปินดังมาโชว์ตัวในคืนเดียว แต่เป็นการร่วมสร้างสรรค์ผลงานและมีชื่อร่วมกันในเครดิตเพลงจริง ๆ

ความแตกต่างนี้คือสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อครั้งที่ Alan Walker มาร่วมรายการในปี 2024 ข่าวส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การมาเยือนของสตาร์ต่างชาติ แต่เมื่อโปรดิวเซอร์ทั้งห้าคนนี้ที่มีฐานแฟนคลับและชื่อเสียงในอุตสาหกรรมดนตรีของตัวเอง เข้ามานั่งทำเพลงร่วมกับศิลปินเวียดนามในสตูดิโอ เรื่องราวเหล่านั้นจะถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มและผู้ฟังในต่างประเทศผ่านตัวตนของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่มั่นคงและยั่งยืนในการสร้างชื่อเสียงระดับสากล มากกว่าการเป็นแค่ไวรัลคลิปสั้น ๆ บนโลกออนไลน์ ถือเป็นการพิสูจน์ว่าศิลปินรุ่นใหม่ของเวียดนามและวัฒนธรรมของพวกเขามีสิ่งน่าสนใจอีกมากมายที่มากกว่าแค่การร่วมงานกันธรรมดา ๆ ทั่วไป

อย่างไรก็ดี ทีมผู้ผลิตรายการยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นเวียดนามไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่มีการละทิ้งตัวตนเพื่อเอาใจแขกรับเชิญต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการตั้งชื่อผู้เข้าแข่งขันตามดวงดาว หรือการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเข้ากับเรื่องราวในจักรวาล “Say Hi Universe” ตลอดจนความภาคภูมิใจของศิลปินเวียดนามที่ได้เผยแพร่วัฒนธรรมให้เพื่อนร่วมงานต่างชาติได้เข้าใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องรักษาไว้ควบคู่กับโปรไฟล์อันโดดเด่นของโปรดิวเซอร์รับเชิญ

การที่รายการ Tinh Hà Say Hi จะกลายเป็นต้นแบบของรายการบันเทิงเวียดนามในการร่วมงานกับพันธมิตรระดับสากล หรือเป็นเพียงแค่การทดลองในซีซั่นเดียว อาจต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่โปรดิวเซอร์ทั้งห้าคนนี้จะนำไปพูดถึงเมื่อพวกเขากลับไปที่สตูดิโอและพูดคุยกับแฟน ๆ ของตัวเอง ซึ่งนี่แหละคือบททดสอบที่แท้จริงที่รายการนี้ได้ตั้งเอาไว้

ที่มา: Billboard

LyricsTH

LyricsTH

แหล่งรวมคำแปลเพลงสากลคุณภาพ อัปเดตข่าวสารวงการเพลงระดับโลก เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของศิลปินคนโปรด