อัปเดตเมื่อ: วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 1996 Tupac Shakur ถูกยิงในลาสเวกัสขณะนั่งรถมากับ Marion “Suge” Knight ซีอีโอค่าย Death Row และเสียชีวิตในอีก 6 วันต่อมา ปฏิกิริยาจากสื่อในตอนนั้นเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถางและมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนใช้ชีวิตแบบอันธพาล สื่ออย่าง Time, Newsweek และ People ต่างพากันพาดหัวข่าวในเชิงลบ ขณะที่สำนักข่าวอนุรักษ์นิยมเรียกเขาว่าเป็นตัวตลกในชุมชน
ผ่านมาสามทศวรรษนับตั้งแต่การจากไปในวัยเพียง 25 ปี อิทธิพลของ Tupac Shakur ยังคงทรงพลังอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีการตัดสินคดีของ Duane “Keffe D” Davis ผู้บงการฆาตกรรม ซึ่งจุดกระแสพูดถึงมรดกทางดนตรีของเขาอีกครั้ง ปัจจุบันเขาได้รับการยอมรับในฐานะไอคอนแห่งวงการแร็ปและถูกบันทึกชื่อเข้าสู่ Rock & Roll Hall of Fame ตั้งแต่ปี 2017 สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองของผู้คนที่มีต่อเขานั้นเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต ผู้คนอาจมอง Tupac Shakur แค่กบฏหัวรั้น แต่ในความเป็นจริง เขาคือศิลปินที่มีทั้งมุมอ่อนโยนและดุดัน ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์รางวัล Emmy อย่าง P. Frank Williams ซึ่งเคยทำข่าวของเขาในยุค 90 เผยว่า ในตอนนั้นสังคมยังไม่เข้าใจความลึกซึ้งในข้อความของเขา คนที่แต่งเพลงซึ้ง ๆ อย่าง “Dear Mama” และ “Keep Ya Head Up” ก็คือคนเดียวกับที่แต่งเพลงแรง ๆ อย่าง “Wonda Why They Call U Bytch” ซึ่งนี่คือความย้อนแย้งในตัวตนของเขา

ผลงานเพลงของ Tupac Shakur ถ่ายทอดความเจ็บปวดและความยืดหยุ่นของชีวิตคนผิวสีผ่านมุมมองของลูกชายสมาชิกกลุ่ม Black Panther ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มยุคแรกอย่าง 2Pacalypse Now และ Me Against the World หรืออัลบั้มแนว G-funk อย่าง All Eyez on Me ที่มีเพลงสะท้อนตัวตนอย่าง “Only God Can Judge Me” และ “I Ain’t Mad at Cha” รวมถึงอัลบั้มในนาม Makaveli อย่างชุด Don Killuminati: The 7 Day Theory

อารมณ์ในเพลงของเขาหลากหลายมาก ตั้งแต่อบอุ่นหัวใจดุดั่งแม่พระใน “Dear Mama” ไปจนถึงเพลงดิสแทร็กสุดเดือดอย่าง “Hit ‘Em Up” ที่พุ่งเป้าไปที่ The Notorious B.I.G. และภรรยา Faith Evans ผู้เชี่ยวชาญด้านฮิปฮอปอย่าง Jeff Weiss มองว่า Tupac Shakur อาจไม่ใช่แร็ปเปอร์ที่มีเทคนิคแพรรวพราวที่สุด แต่เขาเน้นการสร้างอิทธิพลทางอารมณ์และมองการณ์ไกลถึงอนาคตของดนตรีฝั่งตะวันตก

สไตล์ของ Tupac Shakur กลายเป็นดีเอ็นเอให้กับแร็ปเปอร์รุ่นต่อมามากมาย เช่น Master P, DMX, Ja Rule ไปจนถึง Kendrick Lamar ที่เคยจำลองเสียงของเขาในผลงานชิ้นเอกปี 2015 อย่าง To Pimp a Butterfly นอกจากนี้ คำว่า “T.H.U.G. L.I.F.E.” ที่เขาบัญญัติขึ้นยังเปลี่ยนความหมายของคำว่าอันธพาลให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ท่ามกลางอุปสรรคเชิงระบบ และเพลง “Changes” ก็ยังถูกใช้เป็นเพลงประจำการประท้วง Black Lives Matter ในยุคปัจจุบัน
วันนี้เห็นได้ชัดว่า Tupac Shakur ไม่ใช่แค่ตัวตลกอย่างที่สื่อเคยโจมตีในอดีต แต่เขาคือไอคอนระดับโลกที่มีอิทธิพลเทียบชั้นกับตำนานอย่าง Bob Marley และ Che Guevara ดนตรีและข้อความของเขายังคงก้องกังวานอยู่ในใจของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องความยุติธรรมเสมอมา
ที่มา: Rolling Stone

No comments yet