อัปเดตเมื่อ: วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569
สตาร์ตอัปสายสร้างเพลงด้วย AI อย่าง Suno ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า ทางบริษัทได้นำข้อมูลเสียงที่ดึงมาจาก YouTube มาใช้เป็นชุดข้อมูลสำหรับเทรนโมเดล AI ของตัวเอง
การยอมรับครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมายจากคดีฟ้องร้องที่ยื่นฟ้องโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Universal Music Group, Sony Music และ Capitol Records ในประเด็นเรื่องการใช้งานเพลงที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
จากเอกสารล่าสุดที่ยื่นต่อศาลแขวงสหรัฐอเมริกาประจำรัฐแมสซาชูเซตส์ระบุว่า Suno ได้ใช้ข้อมูลเสียงจาก YouTube จริง โดยทางค่ายเพลงยักษ์ใหญ่กล่าวหาว่า Suno ใช้ซอฟต์แวร์ดาวน์โหลดวิดีโอออนไลน์เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคนิคของ YouTube และดึงไฟล์เสียงที่มีลิขสิทธิ์ออกมา
ด้านทีมทนายความของ Suno ได้โต้แย้งว่า ฝ่ายโจทก์กำลังดำเนินกิจกรรมที่ต่อต้านการแข่งขันและผูกขาดการผลิตและการจำหน่ายเพลง พร้อมทั้งอ้างว่าการนำเพลงที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ถือเป็นหลักการใช้งานที่เป็นธรรมเนื่องจากโมเดล AI สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ค่ายเพลงอย่าง Warner, Sony Music Entertainment และ Universal Music Group เคยรวมตัวกันฟ้องร้อง Suno และบริษัท AI อีกแห่งอย่าง Udio ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ต่อมา Warner ได้ตกลงเซ็นสัญญาอนุญาตใช้งานลิขสิทธิ์ฉบับใหม่กับ Suno เพื่อยุติคดีความ โดยดีลดังกล่าวเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถจ่ายเงินเพื่อดาวน์โหลดเพลงที่สร้างจาก AI ได้อย่างถูกกฎหมาย และทำให้ศิลปินรวมถึงนักแต่งเพลงที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม พร้อมทั้งยังคงสิทธิ์ควบคุมผลงานของตัวเอง
ประเด็นร้อนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของปัญหา AI ในวงการเพลงปัจจุบันที่ว่าด้วยแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาเทรน และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนให้ศิลปินอย่างเหมาะสม
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ศิลปินชื่อดังอย่าง Jason Isbell ได้ยื่นฟ้อง Suno เช่นกัน โดยระบุว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้ใช้งานสามารถลอกเลียนแบบตัวตนและสไตล์ดนตรีของศิลปินได้โดยไม่ได้รับความยินยอม
นอกจากนี้ Suno ยังเพิ่งแพ้คดีละเมิดลิขสิทธิ์ให้กับองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์ของเยอรมนีอย่าง GEMA หลังจากที่ทาง GEMA พิสูจน์ได้ว่า Suno นำเพลงดังในคลังลิขสิทธิ์มาใช้เทรน AI โดยไม่ขออนุญาตและไม่จ่ายเงินให้ศิลปิน ซึ่งรวมถึงเพลงฮิตอย่าง Daddy Cool ของ Boney M, Mambo No. 5 ของ Lou Bega และ Forever Young ของ Alphaville
ที่มา: NME

No comments yet