อัปเดตเมื่อ: วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569
Miley Cyrus ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเพื่อเรียนรู้วิธีสร้างความสมดุลระหว่างตัวตนจริง ๆ ของเธอกับตัวตนบนเวทีที่คนทั่วโลกมองเห็น โดยมี Dolly Parton แม่ทูนหัวและที่ปรึกษาตลอดกาลที่เพิ่งจากไป คอยช่วยเหลือให้เธอเข้าใจว่าตัวตนทั้งสองแบบนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้
ในบทสัมภาษณ์ใหม่บน Apple Music รายการ The Zane Lowe Show ทาง Miley Cyrus ได้พูดถึงความสัมพันธ์กับ Dolly Parton ซึ่งเธอมักจะไปขอคำปรึกษาอยู่เสมอ และเมื่อเธอต้องดำเนินอาชีพต่อหลังจากที่ Dolly Parton เสียชีวิต เธอก็ได้ทบทวนถึงอิทธิพลที่แม่ทูนหัวมีต่อทุก ๆ เรื่อง ตั้งแต่การแสดงไปจนถึงวิธีรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในอาชีพ
Miley Cyrus เล่าว่า Dolly Parton คือคนแรกที่เธอจะส่งแผ่นเสียงไวนิลไปให้ทันทีที่ผลิตเสร็จ ตั้งแต่ที่เธอเริ่มทำเพลงรูปแบบนี้ และธรรมเนียมนี้ก็มีความหมายลึกซึ้งกับอัลบั้มใหม่ของเธออย่าง Bass Persuades โดยเธอบอกว่าการพูดคุยครั้งสุดท้ายกับ Dolly Parton พูดคุยเกี่ยวกับผลงานเพลงชุดใหม่นี้ และเธอยังคงวางแผนที่จะส่งแผ่นเสียงให้เช่นเดิม
แม้ว่าทั้งคู่จะดูแตกต่างกันในภายนอก แต่ความแตกต่างนั้นคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์มีความหมาย Miley Cyrus ชื่นชมความสามารถของ Dolly Parton ที่เข้าใจเรื่องความฉาบฉวยของความเป็นคนดัง แต่ก็ยังคงรักษาความจริงใจเอาไว้ได้ ซึ่งสะท้อนมาถึงตัวเธอเองที่ผ่านการมีภาพลักษณ์หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ช่วงเวลาในฐานะ Hannah Montana ของ Disney Channel จนถึงการเป็นศิลปินเพลงป็อปและร็อกในปัจจุบัน
เธอยังเล่าถึงการแสดงบนเวทีว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการแต่งแดร็ก โดยตัวตนบนเวทีนั้นแตกต่างจากตัวตนเงียบ ๆ ที่คอยให้อาหารเต่าทุกเช้า แต่ทั้งสองแบบก็คือตัวเธอเองอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ Dolly Parton ยังช่วยให้ Miley Cyrus เข้าใจวิธีจัดการกับอารมณ์ในการแสดง โดยเคยเตือนเธอตอนที่ร้องเพลง End of the World ว่าการร้องไห้บนเวทีทำให้การแสดงยากขึ้น แต่ดนตรีก็คือการหลีกหนีความจริง และผู้ชมร้องไห้ได้แต่ตัวศิลปินต้องเดินหน้าแสดงต่อไป
คำแนะนำเหล่านี้กลายเป็นสิ่งสำคัญเมื่อ Miley Cyrus ต้องกลับขึ้นเวที Grammys อีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก Dolly Parton สนับสนุนให้เธอกลับมามี心态ของนักแสดง จัดแต่งทรงผม ใส่ชุดที่ชอบ และดึงพลังจากความเป็น Hannah Montana, Dolly Parton และ RuPaul ออกมาใช้ เพราะเธอกล่าวว่า Dolly Parton พูดถูกเสมอในทุก ๆ เรื่อง
ที่มา: Billboard




No comments yet