อัปเดตเมื่อ: วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของ Leon Bridges คือเสียงร้องอันทรงพลัง ด้วยโทนเสียงนุ่มนวลชวนฝันที่เข้ากับแนวโซลยุค 60s ทำให้เขาแจ้งเกิดจากอัลบั้มเดบิวต์ในปี 2015 อย่าง Coming Home ในฐานะศิลปินที่ถูกมองว่าเป็นร่างทรงของ Sam Cooke แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเสียงร้องอันราบรื่นของเขาสามารถปรับเข้ากับสไตล์อื่น ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นร่วมสมัยใน Good Thing เมื่อปี 2018 หรือการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเกิดในรัฐเท็กซัสผ่านซาวด์ surf rock ของ Khruangbin ใน Texas Sun เมื่อปี 2020 รวมถึงผลงานชิ้นโบแดงในปี 2024 อย่างเพลง Panther City ที่พูดถึงวัยเด็กของเขา
ผลงานล่าสุดของ Leon Bridges ซึ่งเป็นการร่วมงานกับสามศิลปินอังกฤษวง Jungle อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ท้าทายและแปลกใหม่ที่สุดของเขา Leon Bridges มีตาแหลมคมในการเลือกศิลปินมาร่วมงานด้วย เช่นเดียวกับ Khruangbin ทางวง Jungle เป็นกลุ่มศิลปินแนวรีไววัลที่ชื่นชอบการผสมผสานซาวด์ สไตล์ และพื้นผิวทางดนตรีจากคอลเลกชันแผ่นเสียง ตั้งแต่ Fela Kuti, Bowie ไปจนถึงบอสซาโนวา แต่แตกต่างจากผลงานชุดก่อน ๆ ที่มีความเน้นย้ำเรื่องเพลงเป็นหลัก ในอัลบั้มนี้ทาง Jungle ได้สร้างฉากหลังเป็นบีทกรูฟยาว ๆ และบรรยากาศกว้างใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้ Leon Bridges ได้ใช้เสียงร้องของตนเองราวกับเป็นพู่กันระบายสี มากกว่าการเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ
ในจุดที่ดีที่สุดของอัลบั้ม Happiness Anytime เราจะได้เห็น Leon Bridges ดันขีดจำกัดของตัวเองในฐานะนักร้อง โดยปล่อยตัวไปกับจังหวะชวนเคลิ้มจากสมาชิกวง Jungle อย่าง Tom McFarland, Josh Lloyd-Watson และ Lydia Kitto ลองฟังเพลงอย่าง Illusion เพลงบอสซาโนวาที่เหมาะกับฟลอร์เต้นรำมากกว่าฮอลล์แสดงคอนเสิร์ตแบบที่เขาคุ้นเคย เมื่อ Leon Bridges ร้องท่อนฮุกซ้ำ ๆ ว่า I am here in the present / One step at a time เขาได้ค้นพบเฉดสีและรูปทรงใหม่ ๆ ในน้ำเสียงของตัวเอง พร้อมทั้งลากเสียงคำสุดท้ายของแต่ละบรรทัดให้ยาวจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบีทเพลง
การได้ดื่มด่ำไปกับจังหวะดนตรีคือหัวใจสำคัญของผลงานชุดนี้ Happiness Anytime ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพื้นที่หลบภัยสำหรับ Leon Bridges แม้ว่าที่ผ่านมาเพลงของเขาอาจไม่ได้ถูกมองในมุมนี้เสมอไป แต่เขาก็ยังคงเดินตามแนวทางนักร้องนักแต่งเพลงแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่เขาเคยทำได้ยอดเยี่ยมในอัลบั้มชื่อตัวเองเมื่อปี 2024 สำหรับครั้งนี้ การเล่าเรื่องแบบดั้งเดิมถูกลดความสำคัญลง เนื้อเพลงมีความเป็นนามธรรมมากขึ้น ในเพลงอย่าง Watch You Dance Leon Bridges เลือกปล่อยให้เสียงเบสเดินเรื่องสร้างบรรยากาศมากกว่าเนื้อเพลงอิมเพรสชันนิสติกของเขาเสียอีก
ที่มา: Rolling Stone

No comments yet