อัปเดตเมื่อ: วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569
บางครั้งคำแนะนำที่เรามอบให้ผู้อื่นก็มักจะสะท้อนความจริงบางอย่างในตัวเราเอง โดยในระหว่างช่วงเวลาแต่งเพลงร่วมกับ Laura Veltz และ Jesse Jo Dillon เพื่อแก้ปัญหาที่พวกเธอกำลังเผชิญอยู่ Ashley McBryde ได้พูดขึ้นมาว่า เธอรู้ใช่ไหมว่านั่นไม่ใช่เรื่องของคุณ พวกเขาแค่ยโยนมันใส่มือคุณต่างหาก
คำพูดดังกล่าวได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเพลง Hand Me Downs ซิงเกิลที่พูดถึงปมข้ามรุ่นจากอัลบั้มล่าสุด Wild โดยในรายการพอดแคสต์ Going There with Dr. Mike ศิลปินคันทรีและสมาชิก Grand Ole Opry รายนี้ได้อธิบายว่าเพลงนี้ช่วยให้เธอสามารถวางภาระบางอย่างลงได้ และทำให้เธอได้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามง่าย ๆ กับตัวเองว่าสิ่งนั้นเป็นของเธอจริง ๆ หรือไม่
ผ่านการบำบัดอย่างหนักและการเข้ารับการรักษาอาการบอบช้ำทางจิตใจ Ashley McBryde เล่าว่าเธอได้เรียนรู้ว่าภาระใดบ้างที่เธอแบกรับไว้เอง และภาระใดบ้างที่พ่อแม่รวมถึงปู่ย่าตายายส่งต่อมาให้ โดยหลังจากที่เธอปลอดจากสารเสพติดมาหลายปี เธอเพิ่งค้นพบว่าอาการเสพติดนั้นฝังรากลึกอยู่ในครอบครัวของเธอ เนื่องจากเธอมีทั้งปู่ย่า พี่น้อง และพ่อแม่ที่เป็นผู้ติดสารเสพติด
เมื่อย้อนนึกถึงเรื่องนี้ Ashley McBryde เผยว่าหากเธอล่วงรู้มาก่อนว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ครอบครัวส่งต่อมาให้ เธอก็อาจจะยังคงดื่มอยู่ดี แต่อย่างน้อยเธอก็คงได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มี ถึงกระนั้นการตัดสินใจเลิกดื่มก็ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวตนของตัวเอง ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงให้เธอในฐานะคนเท่ที่ดื่มตลอดเวลาแต่กลับดูเหมือนไม่เมา
เธอยอมรับว่าเธอเก่งเกินไปในการเป็นคนขี้เมาและมันเป็นเรื่องที่แย่มาก ที่ยากไปกว่านั้นคือเธอรู้สึกว่าอาชีพทั้งหมดของเธอผูกติดกับการทำให้คนอื่นดื่ม และเธอก็กลัวว่าการเลิกดื่มจะทำให้สิ่งนั้นต้องพังทลายลง เธอใช้เวลาหลายปีในการทำลายความคิดดังกล่าวและรักษาความตั้งใจที่จะเลิกดื่ม และในตอนนี้เธอก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณไม่จำเป็นต้องดื่มจนเมามายใต้โต๊ะเพื่อที่จะเป็นนักแต่งเพลง
เธอยังกล่าวเสริมอีกว่าคนเมาที่เดินเซไปมาบนเวทีในสภาพที่ดูไม่ได้นั้น ไม่มีใครซื้อตั๋วเข้ามาดูคุณเมาหรอก คุณไม่ต้องใช้ชีวิตแบบนั้นและเกือบตายก็ได้ ในที่สุด Ashley McBryde ก็ตระหนักได้ว่าการเป็นคนเท่ที่ดื่มวิสกี้ อาจหมายถึงการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรวางแก้วลง ซึ่งนั่นต่างหากคือความเท่ที่แท้จริง
ที่มา: Consequence

No comments yet