ข้อมูลศิลปิน
| ประเทศที่เกิด : | Glendale, California, U.S. |
| แนวเพลง : | Hard rock, Alternative metal, Post-grunge, Alternative rock |
วงการเพลงร็อกในช่วงต้นยุค 2000s เคยต้องสั่นสะเทือนกับการกำเนิดของซุปเปอร์กรุ๊ป (Supergroup) ระดับตำนานที่เกิดจากการหลอมรวมเคมีอันดุเดือดของสองวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกและกรันจ์แถวหน้าของโลก นั่นคือการผนกำลังกันระหว่างสมาชิกที่เหลือของ Rage Against the Machine และเสียงร้องอันทรงพลังบาดใจของ Chris Cornell จาก Soundgarden กลายมาเป็นโปรเจกต์นามว่า Audioslave วงดนตรีที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับดนตรีฮาร์ดร็อกยุคใหม่ และฝากผลงานอมตะไว้ให้แฟนเพลงทั่วโลกได้จดจำจนถึงทุกวันนี้
จุดเริ่มต้นของซุปเปอร์กรุ๊ปและการหลอมรวมสองขั้วดนตรี
เรื่องราวของ Audioslave เริ่มต้นขึ้นในปี 2001 หลังจากที่ Zack de la Rocha แยกทางกับวง Rage Against the Machine ทำให้ Tom Morello มือกีตาร์, Tim Commerford มือเบส และ Brad Wilk มือกลอง ต้องมองหานักร้องนำคนใหม่ ในขณะเดียวกัน Chris Cornell ก็เพิ่งยุบวง Soundgarden ไปเช่นกัน โปรดิวเซอร์มือทองอย่าง Rick Rubin จึงแนะนำให้พวกเขาลองมาร่วมงานกัน แม้ในช่วงแรกจะมีอุปสรรคและปัญหาเคมีที่ไม่ลงตัว แต่เมื่อพวกเขาเริ่มเล่นดนตรีด้วยกัน พลังงานดิบและความเข้ากันได้ก็ระเบิดออกมา กลายเป็นซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์
การผสมผสานระหว่างเสียงกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Tom Morello ที่มักจะสร้างเสียงประหลาดคล้ายแผ่นเสียงสแครชผสมกับเสียงร้องอันทรงพลังช่วงเรนจ์กว้างของ Chris Cornell ทำให้ดนตรีของ Audioslave มีความหนักหน่วงแบบฮาร์ดร็อกยุค 70s ผสมผสานกับความเกรี้ยวกราดของกรูฟร็อกยุค 90s จนกลายเป็นแนวเพลงที่เข้าถึงง่ายแต่เปี่ยมด้วยชั้นเชิงทางดนตรี พวกเขาตัดสินใจใช้ชื่อวงว่า Audioslave และเดินหน้าเข้าห้องอัดเพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการเพลงร็อก
ความสำเร็จระดับปรากฏการณ์และประวัติศาสตร์ในคิวบา
อัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกับวง “Audioslave” ที่ปล่อยออกมาในปี 2002 ถือเป็นความสำเร็จถล่มทลาย มีเพลงฮิตติดชาร์ตมากมาย เช่น “Cochise” และ “Like a Stone” ซึ่งเพลงหลังกลายเป็นเพลงชาติของชาวร็อกและได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก ตามมาด้วยอัลบั้มชุดที่สอง “Out of Exile” (2005) ที่ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 และอัลบั้มชุดที่สาม “Revelations” (2006) ความสำเร็จนี้ส่งผลให้พวกเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 3 ครั้ง
นอกจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว Audioslave ยังสร้างหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและดนตรี ในปี 2005 พวกเขาได้กลายเป็นวงดนตรีร็อกสัญชาติอเมริกันวงแรกที่ได้เปิดการแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งฟรีในประเทศคิวบา ต่อหน้าแฟนเพลงนับแสนคน เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสียงเพลงที่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้อย่างน่าทึ่ง
ความขัดแย้ง การแยกทาง และการสูญเสียที่น่าเศร้า
แม้ผลงานเพลงจะประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ความสัมพันธ์ภายในวงกลับเริ่มสั่นคลอน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 Chris Cornell ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกอย่างถาวร โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวที่ไม่อาจแก้ไขได้และความแตกต่างทางด้านแนวเพลง ส่งผลให้อุดิโอสเลฟต้องปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ โดยสมาชิกที่เหลือกลับไปรวมวง Rage Against the Machine ส่วน Cornell และ Morello แยกย้ายไปทำโปรเจกต์เพลงเดี่ยวของตนเอง
ความหวังของแฟนเพลงที่จะได้เห็นการกลับมาของวงกลับมาอีกครั้งในเดือนมกราคม 2017 เมื่อ Audioslave ประกาศรวมตัวเฉพาะกิจเพื่อขึ้นแสดงคอนเสิร์ตต้านการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความปีติยินดีให้กับแฟนๆ ทั่วโลก ทว่าความฝันในการกลับมาทำอัลบั้มเต็มต้องพังทลายลงในอีกสี่เดือนต่อมา เมื่อโลกต้องสูญเสีย Chris Cornell ไปอย่างกะทันหันในเดือนพฤษภาคม 2017 ปิดตำนานเสียงร้องอันทรงพลังที่ไม่มีวันหวนกลับ เหลือไว้เพียงผลงานเพลงอันทรงคุณค่าที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในใจของแฟนเพลงร็อกตลอดกาล
